นายเท็ด ครูซ วุฒิสมาชิกสหรัฐและเป็นหนึ่งในแกนนำของพรรครีพับลิกัน พร้อมสมาชิกอีกจำนวนหนึ่ง ยืนยันจะไม่รับรองนายโจ ไบเดน ให้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ในการประชุมรัฐสภา กลางสัปดาห์นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ว่า วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน 12 คน นำโดยนายเท็ด ครูซ วุฒิสมาชิกรัฐเทกซัส ซึ่งเป็นสมาชิกระดับแกนนำของพรรครีพับลิกัน เผยแพร่จดหมายเปิดผนึก เมื่อวันเสาร์ มีเนื้อหาสำคัญว่า สมาชิกทั้งกลุ่มจะไม่รับรองนายโจ ไบเดน เป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐ โดยวุฒิสภากับสและสภาผู้แทนราษฎร มีกำหนดประชุมร่วมกันในวันที่ 6 ม.ค.นี้ เพื่อตรวจสอบมติของคณะผู้เลือกตั้ง และลงติรับรอง ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนไบเดนสาบานตนรับตำแหน่ง ในช่วงเที่ยงของวันที่ 20 ม.ค.นี้
 
ทั้งนี้ คณะผู้เลือกตั้ง 538 คน ประชุมในรัฐของตัวเอง เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ปีที่แล้ว และมีมติเสียงข้างมาก 306 เสียง รับรองไบเดนในฐานะว่าที่ผู้นำสหรัฐคนใหม่ ส่วนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำคนปัจจุบัน มีคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง 232 เสียง
 
อย่างไรก็ตาม ครูซเรียกร้องให้สภาคองเกรสใช้เวลาอีกอย่างน้อย 10 วัน เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด เกี่ยวกับข้อครหาเรื่องความไม่ชอบมาพากลในการจัดการเลือกตั้ง และกระบวนการนับคะแนน ขณะที่ทรัมป์เผยแพร่รายชื่อของวุฒิสมาชิกทั้ง 11 คนบนบัญชีทวิตเตอร์ของตัวเอง และกล่าวด้วยว่า “ความพยายามใดก็ตามเพื่อปล้นชัยชนะถล่มทลาย จะไม่มีทางเกิดขึ้น!” ส่วนประชาชนฝ่ายสนับสนุนทรัมป์เตรียมชุมนุมที่กรุงวอชิงตัน ในวันที่ 6 ม.ค.นี้ด้วย

ขณะเดียวกัน มีรายงานด้วยว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครีพับลิกันอีกอย่างน้อย 100 คน นำโดยนายหลุย โกห์เมิร์ต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 รัฐเทกซัส จะไม่ลงมติรับรองไบเดน โดยโกห์เมิร์ตยังพยายามเคลื่อนไหวทางกฎหมาย เพื่อมอบอำนาจให้กับรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ซึ่งจะทำหน้าที่ประการประชุมในวันพุธที่จะถึงนี้ ในการ “พลิกผลการเลือกตั้ง”  แต่เพนซ์ไม่เห็นด้วย และศาลในรัฐเทกซัสไม่รับพิจารณาคำร้องของโกห์เมิร์ต

ด้านนายมิตช์ แมคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมากของพรรครีพับลิกันในวุฒิสภา ยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการต่อความเคลื่อนไหวของครูซ แต่แมคคอนเนลล์กล่าวต่อที่ประชุม เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา แสดงความยินดีกับไบเดน และสื่อท้องถิ่นหลายแห่งรายงานว่า แมคคอนเนลล์เตือนวุฒิสมาชิกทั้งหมดของพรรครีพับลิกันว่าการลงมติสวนทาง “เป็นมารยาททางการเมืองที่ไม่สมควร”