เคล็ดลับการเรียนจินตคณิต จินตคณิต เป็นหลักสูตรพัฒนาสมองทั้งสองซีก โดยใช้ตัวเลขและลูกคิดเป็นสื่อในการเรียนการสอน ผลที่ได้จากการเรียนจินตคณิตนั้น น้องๆ จะมีสมาธิที่ดีขึ้นมาก สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ในเวลาที่นานขึ้น เพราะการเรียนจินตคณิตเป็นการคิดเลขโดยใช้จินตภาพซึ่งต้องใช้ความนิ่งของสมาธิค่อนข้างมาก เป็นการสร้างภาพของลูกคิดขึ้นในสมอง ในขณะเดียวกันนั้น สมองทั้งสองฝั่งซึ่งใช้ในการเรียนจินตคณิต จะถูกกระตุ้นและพัฒนาไปพร้อมๆ กัน เป็นการเตรียมสมองให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้ในทุกๆ ด้าน ทำให้น้องๆ ที่เรียนจินตคณิตส่วนใหญ่จะมีผลการเรียนในโรงเรียนดีขึ้นทุกวิชา

น้องคนหลายคนรู้สึกว่าตนเองขาดพรสวรรค์ในการเรียนคณิตศาสตร์และไม่สามารถจะเก่งวิชานี้ขึ้นได้ นี้เป็นเรื่องที่ไม่จริงเลย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการเก่งคณิตศาสตร์ต้องอาศัยความมานะพยายาม มากกว่าพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดการทุ่มเทศึกษาฝึกฝนจะทำให้เราเริ่มเก่งคณิตศาสตร์ได้ ฉะนั้นจงใช้เวลาในแต่ละวันฝึกฝนแก้โจทย์คณิตศาสตร์จนกว่าจะเริ่มแก้ได้ถูกต้อง และเร็วขึ้นมาดูเคล็ดลับกันเลยดีกว่าค่ะ

1.ทบทวนบทเรียนในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากสิ่งรบกวนถ้าน้องอ่อนเลขมาก น้องก็ต้องนั่งทบทวนวิชานี้ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้น้องจดจ่อกับการทบทวนบทเรียนได้ หาสถานที่ซึ่งปราศจากสิ่งรบกวนเพื่อนั่งฝึกแก้โจทย์เลข

2.ห้ามมองข้ามนิยามโดยเด็ดขาด! เพราะการที่น้องจะเรียนเลขให้เก่งได้นั้น พื้นฐานเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สูตรทุกสูตรไม่ว่าจะเป็นสูตรมาตรฐานหรือสูตรลัดต่างก็เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยทำให้แก้ไขโจทย์ในแต่ละข้อผ่านไปได้

3.หาเวลาฝึกแก้โจทย์คณิตศาสตร์ทุกวันการเก่งคณิตศาสตร์นั้นไม่มีเคล็ดลับอะไรเป็นพิเศษความเก่งกาจในวิชานี้มาจากความทุ่มเทฝึกฝนล้วนๆ ถ้าอยากให้คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ดีขึ้นการหมั่นฝึกแก้โจทย์เป็นกุญแจสำคัญน้องๆ จะต้องฝึกแก้โจทย์คณิตศาสตร์ทุกวันจนกว่าน้องจะเข้าใจสูตรและแนวคิดพื้นฐาน รวมทั้งสามารถแก้โจทย์ได้คล่องและถูกต้อง

4.เรียนรู้ด้วยตนเองไม่ใช่ว่าน้องๆ จะเรียนรู้จากที่อาจารย์สอนอย่างเดียวในห้องเรียนน้องก็ควรจะหาความรู้ใหม่ๆ ด้วยตนเองด้วย ไม่เข้าใจตรงไหนก็จดโน๊ตไว้แล้วค่อยไปถามอาจารย์ และก็ควรหมั่นทำโจทย์อยู่บ่อยๆการที่เราฝึกทำโจทย์อยู่เป็นประจำจะช่วยทำให้เราไม่ต้องกลัวการแก้ไขโจทย์ในข้อยากๆ อีกต่อไปและยังเป็นตัวช่วยที่ดีที่ไม่ต้องทำให้เราต้องจำสูตรอีกต่อไปแล้ว
เพราะมันได้ถูกฝังไปอยู่ในหัวของเราแล้วโดยอัตโนมัติ

5.รู้จักการปรับเปลี่ยนวิธีการแก้ไขโจทย์ซึ่งส่วนมากแล้วแต่ละโจทย์จะมีวิธีการแก้ได้หลายวิธี น้องๆต้องรู้จักการยืดหยุ่นมองหลายๆ ด้าน ก็จะทำให้มองถึงวิธีการที่สามารถแก้ไขได้แค่นี้ก็จะทำให้ผ่านโจทย์แต่ละข้อไปได้อย่างง่ายแล้วค่ะ

6. ตรวจสอบอย่างละเอียดเมื่อคำตอบที่ได้ไม่ถูกต้องน้องๆ สามารถเรียนรู้ได้มากเมื่อพบความผิดพลาดเวลาแก้โจทย์ถ้าพบว่าคำตอบไม่ถูกต้อง ลองกลับไปดูกระบวนการคิดว่าทำผิดที่ขั้นตอนไหนและทำผิดอย่างไร พยายามแก้โจทย์อีกครั้งเพื่อจะได้รู้ว่าทำอย่างไรถึงจะได้คำตอบที่ถูกต้อง